เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2557 เว็บไซต์เทเลกราฟของอังกฤษ เปิดเผยคลิปวิดีโอ โซลาร์แฟลร์ หรือการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ครั้งใหญ่ ที่ยานไอริส (IRIS) ของนาซาบันทึกได้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นมวลสุริยะขนาดมหึมา ที่พุ่งออกมาจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วสูงราว 1.5 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยขนาดของพายุสุริยะระลอกนี้ เมื่อเทียบกับโลกแล้วก็น่าจะใหญ่กว่าโลกราว 5 เท่าเลยทีเดียว

ที่มา : http://www.kapook.com/
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ดาราศาสตร์ - ชั้นบรรยากาศรอบนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า “คอโรนา” (corona) นั้นมีอุณหภูมิสูงราว 2 ล้านองศาเซลเซียส ในขณะที่พื้นผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิเพียง 6,000 องศาเซลเซียสเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ฉงนมาเป็นเวลานานแล้วว่าเหตุใดชั้นบรรยากาศที่อยู่ห่างแกนกลางดวงอาทิตย์ถึงได้ร้อนกว่าชั้นพื้นผิวที่อยู่ใกล้กับแกนกลาง
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออสโลเชื่อว่า การค้นพบล่าสุดของพวกเขาอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้พวกเขาเสนอทฤษฎีว่า ทอร์นาโดขนาดยักษ์เป็นตัวการที่ทำให้คอโรนาร้อนนรกแตกถึงล้านองศาเซลเซียสอยู่ตลอดเวลา
ข้อสรุปของพวกเขาได้มาจากการศึกษาข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์หลายแห่ง เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory:SDO) ของนาซาและกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ (Swedish Solar Telescope: SST) บนหมู่เกาะคะแนรี ซึ่งแสดงให้เห็นทอร์นาโดหลายลูกกำลังพุ่งขึ้นจากชั้นพื้นผิวไปสู่ชั้นบรรยากาศ การสังเกตการณ์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2011 เพียงวันเดียวก็ตรวจพบทอร์นาโดยักษ์ถึง 14 ลูก
ทอร์นาโดบนดวงอาทิตย์ประกอบด้วยพลาสมาร้อนจัดและสนามแม่เหล็กเข้มข้น หมุนด้วยความเร็วเกือบ 300,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีความกว้างเฉลี่ย 5,500 กิโลเมตร และสูง 3,000 กิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าทุกๆชั่วขณะจะต้องมีทอร์นาโดอย่างต่ำ 11,000 ลูกพัดผ่านพื้นผิวดวงอาทิตย์ พลาสมาร้อนในทอร์นาโดไม่ใช่คำตอบโดยตรงของปริศนาในคอโรนา เมื่อพลาสมาถูกดึงขึ้นไปด้านบน มันจะเย็นลงและร่วงไหลกลับลงมาที่พื้นผิว การไหลของพลาสมาในสนามแม่เหล็กจะก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กที่หมุนวนขึ้นไปสู่คอโรนา คลื่นแม่เหล็กนี้เองที่สร้างแรงดันอัดให้แก๊สในคอโรนาร้อนถึงหลักล้านองศา นักฟิสิกส์ โรเบอร์ตุส เออร์เดลยี จากมหาวิทยาลัย เชฟฟีลด์กล่าวว่า “หากเราเข้าใจพลวัตตามธรรมชาติของพลาสมาร้อนในสนามแม่เหล็กมากขึ้น มันอาจจะนำไปสู่การประยุกต์สร้างแหล่งพลังงานที่สะอาดและมีราคาถูกในอนาคต”
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า การก่อตัวของทอร์นาโดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น
1. พลาสมาร้อนกับสนามแม่เหล็กหมุนวนขึ้นจากพื้นผิวดวงอาทิตย์
2. พลาสมาไหลขึ้นตามเส้นทางของเส้นสนามแม่เหล็กเกิดเป็นทอร์นาโดยักษ์
3. คลื่นแม่เหล็กก่อตัวขึ้นในทอร์นาโดและดึงเอาพลังงานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน พลังงานของคลื่นแม่เหล็กจะเปลี่ยนกลับไปเป็นความร้อนที่คอโรนา
กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ เป็นยานสำรวจอวกาศของนาซาที่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศ ตั้งแต่ปี 2010 มีภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์เป็นระยะเวลา 5 ปีด้วย จุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ต่อโลกของเรา
กล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ เป็นกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป สร้างด้วยเงินทุนจากราชบัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (Royal Swedish Academy of Sciences) และด้วยเทคโนโลยีเลนส์รับแสงชั้นเลิศ ภาพถ่ายความละเอียดสูงของดวงอาทิตย์ที่ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์จึงมีคุณภาพสูงสุด
ที่มา : http://kidsnews.bectero.com/
____________________
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออสโลเชื่อว่า การค้นพบล่าสุดของพวกเขาอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้พวกเขาเสนอทฤษฎีว่า ทอร์นาโดขนาดยักษ์เป็นตัวการที่ทำให้คอโรนาร้อนนรกแตกถึงล้านองศาเซลเซียสอยู่ตลอดเวลา
ข้อสรุปของพวกเขาได้มาจากการศึกษาข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์หลายแห่ง เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory:SDO) ของนาซาและกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ (Swedish Solar Telescope: SST) บนหมู่เกาะคะแนรี ซึ่งแสดงให้เห็นทอร์นาโดหลายลูกกำลังพุ่งขึ้นจากชั้นพื้นผิวไปสู่ชั้นบรรยากาศ การสังเกตการณ์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2011 เพียงวันเดียวก็ตรวจพบทอร์นาโดยักษ์ถึง 14 ลูก
ทอร์นาโดบนดวงอาทิตย์ประกอบด้วยพลาสมาร้อนจัดและสนามแม่เหล็กเข้มข้น หมุนด้วยความเร็วเกือบ 300,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีความกว้างเฉลี่ย 5,500 กิโลเมตร และสูง 3,000 กิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าทุกๆชั่วขณะจะต้องมีทอร์นาโดอย่างต่ำ 11,000 ลูกพัดผ่านพื้นผิวดวงอาทิตย์ พลาสมาร้อนในทอร์นาโดไม่ใช่คำตอบโดยตรงของปริศนาในคอโรนา เมื่อพลาสมาถูกดึงขึ้นไปด้านบน มันจะเย็นลงและร่วงไหลกลับลงมาที่พื้นผิว การไหลของพลาสมาในสนามแม่เหล็กจะก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กที่หมุนวนขึ้นไปสู่คอโรนา คลื่นแม่เหล็กนี้เองที่สร้างแรงดันอัดให้แก๊สในคอโรนาร้อนถึงหลักล้านองศา นักฟิสิกส์ โรเบอร์ตุส เออร์เดลยี จากมหาวิทยาลัย เชฟฟีลด์กล่าวว่า “หากเราเข้าใจพลวัตตามธรรมชาติของพลาสมาร้อนในสนามแม่เหล็กมากขึ้น มันอาจจะนำไปสู่การประยุกต์สร้างแหล่งพลังงานที่สะอาดและมีราคาถูกในอนาคต”
ทอร์นาโดบนดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า การก่อตัวของทอร์นาโดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น
1. พลาสมาร้อนกับสนามแม่เหล็กหมุนวนขึ้นจากพื้นผิวดวงอาทิตย์
2. พลาสมาไหลขึ้นตามเส้นทางของเส้นสนามแม่เหล็กเกิดเป็นทอร์นาโดยักษ์
3. คลื่นแม่เหล็กก่อตัวขึ้นในทอร์นาโดและดึงเอาพลังงานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน พลังงานของคลื่นแม่เหล็กจะเปลี่ยนกลับไปเป็นความร้อนที่คอโรนา
กล่องเครื่องมือ
กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ เป็นยานสำรวจอวกาศของนาซาที่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศ ตั้งแต่ปี 2010 มีภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์เป็นระยะเวลา 5 ปีด้วย จุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ต่อโลกของเรา
กล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ เป็นกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป สร้างด้วยเงินทุนจากราชบัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (Royal Swedish Academy of Sciences) และด้วยเทคโนโลยีเลนส์รับแสงชั้นเลิศ ภาพถ่ายความละเอียดสูงของดวงอาทิตย์ที่ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์จึงมีคุณภาพสูงสุด
ที่มา : http://kidsnews.bectero.com/
____________________
ภาพยานอวกาศยักษ์ ที่บันทึกโดยกล้องของ NASA ที่เปิดออนไลน์ ให้ชมกันเป็นเวลาหลายปี ช่วงหลังๆนี้ อยากที่เคบบอกไว้
สำนักข่าวต่างประเทศของจีน รายงานว่า ชายชาวจีนคนหนึ่งอ้างว่าสามารถจับตัวเอเลี่ยนได้ และนำมาแช่แข็งไว้นานกว่า 3 เดือนแล้ว
ทั้งนี้นายหลีเล่าว่า เมื่อราว 3 เดือนที่แล้วเขาพบUFO 5 ลำบินอยู่เหนือแม่น้ำเหลือง ก่อนที่ 1 ใน UFO จะเกิดอุบัติเหตุและตกลงมา ทำให้เอเลี่ยนตัวหนึ่งโดนกับดักไฟฟ้าที่เขาสร้างเอาไว้เพื่อจับกระต่าย เขาจึงนำตัวเอเลี่ยนนี้กลับบ้านและแช่แข็งเอาไว้โลงเย็น ก่อนที่จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่จากเมืองปินโจว มณฑลซานตงที่เขาอาศัยอยู่มาพิสูจน์
อย่างไรก็ตาม ตำรวจจากเมืองปินโจว กล่าวว่า เอเลี่ยนตัวนี้เป็นของปลอม มันทำมาจากยาง และเมื่อภาพเอเลี่ยนนี้ถูกแพร่ออกไป ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็ต่างวิจารณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเอเลี่ยนเป็นตัวปลอม
ที่มา : MThai News
____________________
นักวิทย์ฯ พบไวรัสชนิดใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏบนโลกมาก่อน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไวรัสทั่วไปถึง 10 เท่า และมีสัดส่วนยีนส์เพียง 6% ที่ใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดโลก มันถูกเรียกว่า ” Pandoravirus “
นักวิจัยฝรั่งเศสเชื่อว่าไวรัสยักษ์นี้ มีชีวิตหลุดรอดมาจากช่วงโบราณกาล หรือไม่มันก็มาจากดาวอื่นๆ เช่น ดาวอังคาร
Aix-Marseille นักสำรวจแห่งมหาวิทยาลัยทางชีววิทยา ร่วมด้วย Jean-Michel Claverie และ Chantal Abergel ผู้ช่วยนักสำรวจ กล่าวถึงการค้นพบไวรัสยักษ์นี้ ในบริเวณน่านน้ำชายฝั่งออสเตรเลียและตอนกลางของชิลี
” ไวรัสทั่วไปมีขนาดอยู่ราว 10 – 50 นาโนเมตร แต่เจ้านี่มีขนาดเป็นไมโครเมตร (1,000 นาโนเมตร = 1 ไมโครเมตร ) มันมียีนส์อยู่ราวๆ 2,500 ยีนส์ และกว่า 2,300 รูปแบบ
เป็นยีนส์ที่ค้นพบใหม่ทางชีววิทยา มันจึงแตกต่างจากไวรัสที่เราเคยรู้จัก และเราเชื่อว่ามันจะสามารถเปิดเผยประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ “ ดอกเตอร์ Claverie อธิบาย
Megavirus ที่ว่าใหญ่แล้วขนาด 440 นาโนเมตร ที่พบก่อนหน้านี้ เทียบไม่ได้กับไวรัสยักษ์เลย
และหากมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลกแล้ว การมีอยู่ของมันยังสามารถอธิบายรูปแบบการดำรงชีพ และต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยหากมาจากนอกโลก คาดว่ามันจะตกมาพร้อมอุกกาบาตในช่วงใดช่วงหนึ่งของโลกยุคบรรพกาลนั่นเอง!!
Pandoravirus !!
- ค้นพบยีนส์ชนิดใหม่ ในทำเนียบชีววิทยา
- ไวรัสยักษ์ จะนำไปสู่กุญแจสำคัญของกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก
- อธิบายถึงกลยุทธ์การมีชีวิตรอด ทางธรรมชาติจากโบราณกาลของสิ่งมีชีวิต
- หากมาจากดาวอื่น จะช่วยในเรื่องการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก
หรือต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร (เอเลี่ยน?)
- ไม่สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ได้
ที่มา : http://tech.mthai.com/gadget/30444.html
____________________
นายกเทศมนตรีร้องขอให้นักวิทยาศาสตร์ช่วยตรวจสอบศพ ที่เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นศพ “เอเลี่ยน” มนุษย์ต่างดาว ที่คนงานขุดพบในสุสานแห่งหนึ่งในประเทศโครเอเชีย
ซากศพอ่อนนุ่มนิ่ม สภาพม้วนกลม มีปากคล้ายจะงอยปากนกอยู่ตรงกลาง ส่วนที่สองเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของหัวใจ คนงานแผนกทำสวนของเทศบาลขุดพบ ขณะบุกเบิกขยายขนาดสุสานท้องถิ่นเมืองเมดจิเมิร์จ ให้กว้างขวางเพียงพอรองรับจำนวนศพที่นำมาฝัง
“พอเห็นศพประหลาดโผล่จากใต้พื้นดินผ่อหน้าขึ้นมามอง พวกเราต่างก็ตกใจหวาดกลัวจนอกสั่นขวัญผวา” คนสวนคนหนึ่งเล่า “น่าแปลกใจสุดๆคือกลิ่น...กลิ่นซากศพล้วนเหม็นหืนชวนอาเจียน ไม่น่าอภิรมย์ แต่นี่หอมกรุ่นยังก๊ะกลิ่นครีมที่ใช้ทาหลังโกนหนวดหรือกลิ่นน้ำหอม”
นายกเทศมนตรี อีวาน สเตฟิช ได้ขอให้นักวิทยาศาสตร์ช่วยดูว่าใช่มนุษย์ต่างดาวหรือไม่
แต่เอ...นักวิทยาศาสตร์รู้รึเคยเห็นเหรอจ๊ะ ...ว่ามนุษย์ต่างดาวตัวจริงเป็นฉันใด?
ที่มา : http://www.thairath.co.th/column/oversea/joke/364582
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ความคิดของผู้เชี่ยวชาญ: โลกเราพร้อมสำหรับมนุษย์ต่างดาวแล้วหรือยัง
Gabriel De la Torre นักประสาทจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมนุษย์ ประจำประเทศสเปนได้ให้ความเห็นผ่านผลงานการเขียนของเขาว่าวงการวิทยาศาสตร์เห็นด้วยที่ในอีก 50 ถึง 100 ปีข้างหน้า
เราอาจจะมีโอกาสพบกับมนุษย์ต่างดาวตัวจริง ทว่าก่อนที่พวกเราจะพบ มนุษย์จะต้องฉลาดขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเสียก่อน
เพราะเราไม่รู้ว่าหลังจากที่พบแล้วจะมีผลลัพธ์ตามมาหรือเปล่า ทั้งทางด้านสังคม ปัญญาและชีววิทยา ซึ่งในปัจจุบันอาจจะมีเพียงปัญญาระดับนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่จะรับมือในการพบกันระหว่างมนุษย์และมนุษย์ต่างดาวได้ เหตุผลเพราะพวกเขา(เอเลี่ยน)น่าจะมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าโลกในตอนนี้มาก
นักวิทยาศาสตร์อาวุโสอเมริกัน อัดคลิป เผยความลับสุดยอด ก่อนตาย เคยทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์ ‘แอเรีย 51’ ศึกษาเรื่อง มนุษย์ต่างดาว และจานบิน ยูเอฟโอ ชี้ เอเลี่ยนมีจริง มีความเป็นเพื่อน แถมยังคุยกับมนุษย์ทางโทรจิต
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวที่สร้างความฮือฮา และปริศนาลี้ลับ เกี่ยวกับ เอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาว, ยูเอฟโอ ยิ่งมีความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อ ดร.บอยด์ บุชแมน วิศวกรชาวอเมริกัน ซึ่งเคยทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์ Area 51 ได้เปิดเผยข้อมูลลับสุดยอดก่อนเสียชีวิต เกี่ยวกับหน้าที่การงานของเขา ซึ่งได้ศึกษาเรื่องจานบิน UFO และชีวิตของมนุษย์ต่างดาว ที่ฐานปฏิบัติการลับแห่งหนึ่ง
ดร.บุชแมน ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลของมนุษย์ต่างดาว และจานบินนอกโลก ผ่านการบันทึกลงในคลิปวิดีโอสั้นๆ ก่อนเขาจะเสียชีวิตเมื่อส.ค.ที่ผ่านมา ‘ด้วยความเคารพต่อยานมนุษย์ต่างดาว พวกเรา: พลเมืองอเมริกันกำลังทำงานเกี่ยวกับจานบิน UFO 24 ชม.ต่อวัน’ ดร.บุชแมน เปิดเผยถึงภารกิจของเขาและทีมงาน พร้อมระบุว่า พวกตนกำลังพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าควรทำอะไร
ดร.บอยด์ บุชแมน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสอเมริกัน
อดีตนักวิทยาศาสตร์อาวุโส ผู้นี้ ได้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวไว้ว่า ตามที่พวกตนรู้นั้น เอเลี่ยนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งเหมือนกับในฝูงปศุสัตว์ คือ กลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เป็นโคบาล หรือผู้ต้อนสัตว์ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เหมือนกับผู้ขโมยวัวควาย โดยกลุ่มเอเลี่ยน ที่คล้ายกับเป็นโคบาลนั้น มีลักษณะนิสัยที่มีความเป็นมิตรมากกว่า มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นเพื่อนและช่วยเหลือกับพวกตนมากกว่า
ขณะเดียวกัน ดร.บุชแมน ยังอธิบายถึงลักษณะของเอเลี่ยน และเผยภาพถ่ายของเอเลี่ยนด้วยว่า มีความสูงแค่เพียง 5 ฟุตเท่านั้น โดยมี เอเลี่ยน หนึ่ง หรือ 2 ตน ของพวกเอเลี่ยนเหล่านี้ มีอายุยืนถึง 230 ปี ขณะที่ ตาและจมูกของเอเลี่ยนมีความแตกต่างจากมนุษย์ แต่ก็มีนิ้วมือและนิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้วเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม (ที่น่าทึ่ง) คือ เอเลี่ยนมีความสามารถในการสื่อสารทางโทรจิต
‘พวกเขาสามารถใช้เสียงของเขา สื่อสารผ่านทางโทรจิตเพื่อคุยกับคุณ’ ดร.บุชแมน กล่าวถึงความสามารถเหนือมนุษย์ของเอเลี่ยน
บันทึกคลิปวิดีโอ ก่อนเสียชีวิต
ทั้งนี้ ตามประวัติของดร. บอยด์ บุชแมน ในวิกิพีเดีย ระบุไว้ว่า เขาเกิดเมื่อปี 2479 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557 โดยดร.บุชแมน เป็นอดีตวิศวกรอาวุโสด้านการวิจัย ซึ่งทำงานอยู่ที่ Lockheed Martin Skunk Work , Texas Instrument และ Hugh Aircraft เป็นหนึ่งในวิศวกร ที่เป็นผู้บุกเบิกขีปนาวุธ สติงเกอร์ ( Stinger Missile)
ก่อนที่ดร.บุชแมน จะเสียชีวิต เขาได้บันทึกวิดีโอ เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัว ขณะทำงานกับทีมนักวิทยาศาสตร์ แอเรีย 51 (Area 51), UFO เอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาว และการต้านแรงโน้มถ่วงโลก โดย ดร.บุชแมนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานมานานกว่า 40 ปี นอกจากนั้น ยังได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรถึง 28 รางวัล อีกทั้ง ดร. บุชแมน ยังเคยทำงานสัญญาจ้างด้านกลาโหม กับ ฮิวจ์แอร์คราฟท์, เจเนอรัล ไดนามิกส์ และบริษัทลอกฮีด มาร์ตินด้วย
ที่มา : ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เดอะ มิร์เรอร์
http://www.thairath.co.th/content/459928____________________
เรื่องจริง? ชาวบ้านหลายคนถ่ายภาพUFOเหนือน่านฟ้าได้แบบชัดๆ ไม่ใช่แค่ที่เดียว แต่เจอในหลายสถานที่
วันนี้(19 ส.ค.) สำนักข่าวเดลิเมล์ รายงานข่าว ชาวสังคมออนไลน์ในฮุสตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ต่างตื่นตะลึง เมื่อมีหลายคนสามารถจับภาพไฟวงกลมปริศนา ลักษณะคล้ายจานบิน UFOเหนือน่านฟ้า
UFOเหนือน่านฟ้าเท็กซัส
ซึ่งไม่ได้มีแค่ภาพเดียวแต่มีคนจับภาพได้ในอีกหลายสถานที่ และได้มีการนำภาพพวกนั้นโพสต์ขึ้นบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยชาวเมืองฮุสตันหลายคนเชื่อว่ามันต้องเป็นมนุษย์ต่างดาวแน่ๆ เพราะวัตถุดังกล่าวไม่เคยเห็นมาก่อน แสงไฟที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นจานบิน UFO เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเมฆพายุ มันบินไปอย่างไร้ทิศทางและโผล่ในที่ต่างๆ
ทั้งนี้ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศยานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องออกมาอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด และเป็นปริศนาที่ทำให้หลายคนยังฉงนว่า แท้จริงแล้วแสงไฟที่เห็นมันคืออะไรกันแน่ ?
นาซาแปลกใจ เห็นวัตถุลึกลับ ลักษณะคล้ายจานบิน ยูเอฟโอ บินอยู่ใกล้ๆ สถานีอวกาศนานาชาติ เหมือนเฝ้าดูนักบินอวกาศสองคนกำลังปฏิบัติหน้าที่ออกมาเดินนอกสถานีอวกาศ
เว็บไซต์ นสพ.เดอะ มิร์เรอร์ ในอังกฤษรายงานเมื่อ 15 ต.ค.ว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) เผยแพร่ภาพปริศนาที่ปรากฏอยู่ใน ‘ฟุตเทจ’ ที่บันทึกโดยนาซา แสดงให้เห็นเหมือนมียานลึกลับ ลักษณะคล้าย จานบิน ของมนุษย์ต่างดาว บินอยู่ใกล้ๆ สถานีอวกาศนานาชาติ ขณะที่ รีด ไวส์แมน และอเล็กซานเดอร์ เกอร์ส นักบินอวกาศ 2 คนจากสำนักงานอวกาศยุโรป กำลังปฏิบัติหน้าที่ ออกมาเดินนอกสถานีอวกาศ
วัตถุลึกลับ คล้ายจานบิน บินอยู่ใกล้สถานีอวกาศนานาชาติ
จากคลิปความยาว 5 นาที ที่ถูกนำมาโพสต์ลงในยูทูบ แสดงให้เห็นว่า มียานลึกลับ บินอยู่ใกล้ๆ สถานีอวกาศ เป็นเวลา 2-3 นาที ขณะนักบินอวกาศทั้งสองกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกสถานีอวกาศ จนสามารถสังเกตเห็นได้จากในภาพถ่าย ที่ด้านหลังมืดสนิท เนื่องจากเป็นห้วงอวกาศระหว่างโลกกับสถานีอวกาศนานาชาติ
ขณะเดียวกัน ด้านเจ้าหน้าที่องค์การนาซา แม้จะมีความประหลาดใจต่อภาพที่มีลักษณะคล้ายจานบินของมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังคงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อวัตถุลึกลับนี้ เพียงแต่ทางนาซายืนยันว่า นักบินอวกาศทั้งสองคนมีการปฏิบัติหน้าที่ออกมาเดินนอกสถานีอวกาศจริง เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคม เพื่อซ่อมแซมแก้ไขปัญหาของสถานีอวกาศที่ชำรุดเสียหาย อีกทั้งยังมีกำหนดที่ต้องออกมาเดินนอกสถานีอวกาศอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค.

















